วิกฤตการณ์ทางการเงิน 1930

วิกฤตการณ์ทางการเงิน 1930

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศได้ประสบปัญหากับระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเริ่มล้มเหลวจากประเทศในแถบยุโรป ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามและการแข่งขันทางการค้าโดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นได้ก้าวมาเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก จนยุโรปสูญเสียฐานะในการเป็นผู้นำทางการค้าโลกในตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา จนถึงในช่วงปี ค.ศ. 1925 หลาย ๆ ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันสร้างผลิตภัณฑ์จนเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหมู่สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าการเกษตร อย่างรวดเร็วแต่ เพราะว่าสินค้าเหล่านั้นมีจำนวนมากเกินไปจนไม่มีผู้ซื้อทำให้เศรษฐกิจของโลกเริ่มหยุดชะงักลงนับตั้งแต่นั้น เพราะหลาย ๆ ประเทศก็ไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาเองก็เปรียบเสมือนกับศูนย์กลางทางการค้าของโลก มีกำลังในการผลิตโลหะในโลกมากถึง 50%
สภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองได้เป็นมาเรื่อย ๆ จนถึง ค.ศ.1928 จะมีสัญญาณชี้ชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะล่มสลาย และในช่วงนี้นักลงทุนหันไปลงทุนในรูปแบบตราสารทุนหรือพันบัตรมากกว่าการลงทุนในภาคการผลิต ด้วยในช่วงนี้หลาย ๆ ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรฐานทองคำในการอ้างอิงค่าเงินของตนเองเป็นหลัก เมื่อมีการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศมากเกินไป ทางประเทศสหรัฐอเมริกา จึงออกมาประกาศยกเลิกการใช้มาตรฐานทองคำในประเทศของตนเองเพื่อพิมพ์ธนบัตรกระดาษออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของตน และหลังจากนั้นไม่นาน ประเทศอังกฤษก็ได้ประกาศออกจากระบบมาตรฐานทองคำตามสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์เงิน 1930 ที่เป็นเหตุมาจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น