Author: admin

เงินบาทแข็งทะลุ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

ถือว่าเป็นข่าวใหญ่เลยที่เดียวในช่วงนี้ที่ตั้งแต่สินปี 2561 ที่ผ่านมาเงินสกุลบาทของไทยก็แข็งค่าขึ้นมากในระดับรอบหลายปี ซึ่งปัจจุบันถือว่าคงที่ประมาณ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐอย่างเป็นทางการ ปัญหานี้ยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้า การส่งออก การท่องเที่ยว อย่างอย่างมหาศาล แล้วยังกระทบกับภาคการผลิตตลอดถึงแรงงานคนไทยจำนวนมากที่ถูกเลิกจ้างเพราะค่าเงินบาทแข็งประกอบกับสถานการทางการเมืองในประเทศที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก ทำให้นายจ้างชาวต่างชาติมองความผันผวนเหล่านี้เป็นความเสี่ยงว่าต้นทุนในการดำเนินการสูงเกินไปจึงต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ใช้ต้นทุนต่อผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าไทย ซี่งมีหลายโรงงานก็ได้ประกาศเลิกจ้างแล้วย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อบ้านของไทยอย่างเวียดนามแล้วจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเป็นแบบลูกโซ่ เมื่อโรงงานขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์ปิดตัวลงก็ผลกระทบต่อผู้ประกอบการและโรงงานขนาดเล็กที่คอบป้อนวัตถุดิบตลอดถึงร้านค้า ร้านอาหารที่คอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังต้องปิดตัวลงไปตาม ๆ กันซึ่งหลายคนคงทราบกันดีเกี่ยวกับข่าวคราวเหล่านี้ที่มีให้เห็นเป็นจำนวนมากตั้งแต่กลางปี 2561 สำหรับพนักกงานเงินเดือน ราชการ จนถึงเกษตรกรบางส่วนอาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนักกับปัญหานี้เพราะมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่เชื่อไหมว่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจหลายหลายครั้งก็เกิดจากความไม่สนใจอย่างนี้ จนมีนักวิเคราะห์หลายคนตั้งชื่อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังจะเกิดว่าเป็น “การต้มกบ” ที่น้ำจะค่อย ๆ ร้อนจนในที่สุดก็แก้ไขปัญหาไม่ได้แล้ว

Read more

วิวัฒนาการทางการเงิน

ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การที่มนุษย์จะครอบครองสิ่งใดได้ก็ต้องใช้วิธีลักขโมยหรือใช้อำนาจข่มขู่บังคับเอามาเท่านั้น ต่อมาเมื่อระบบสังคมต่าง ๆ พัฒนาจึงรู้จักการแลกเปลี่ยนสิ่งของแต่อยู่ในลักษณะความพึงพอใจที่จะแลกเปลี่ยนของทั้งสองฝ่ายเพราะยังไม่มีสื่อกลางที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน บางครั้งอาจจะเอาพื้นที่ทำการเกษตรแลหลายสิบไร่แลกกับเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อยก็ได้ซึ่งเป็นผลมาจากไม่มีการควบคุมราคาสินค้าและทรัพยากรจำนวณมากยังไม่มีเจ้าของ ในเวลาต่อมาเมื่อระบบสังคมเปลี่ยนจากการใช้กำลังในการปกครองเป็นรูปแบบรัฐบาลจึงมีการกำหนดราคากลางของสินค้าจากเอาสินค้าแลกเปลี่ยนกันโดยตรงก็เปลี่ยนเป็นการใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทน เพื่อตัดปัญหาเรื่องไม่สามารถแบ่งสินค้าจนมีมูลค่าเท่ากันได้ ในยุคนี้ตัวรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะใช้สิ่งใดในการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็น หอยเบี้ย กระดาษพิมพ์ลาย แท่งไม้พิมพ์ลาย ตลอดจนถึงวัสดุอื่น ๆ ที่ปลอมแปลงได้ยาก แต่การกระทำรูปแบบนี้ก็จะค้าขายได้เฉพาะในกลุ่มสังคมของตัวเองเท่านั้นทำให้เกิดปัญหาการค้าขายระหว่างกลุ่มขึ้นมาอีก เพราะแต่ละกลุ่มก็เชื่อถือเฉพาะสื่อกลางของตนเองเท่านั้น จึงมีการตกลงกันระว่างกลุ่ม และในที่สุดก็กำหนดให้ใช้ทองคำเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำหายาก มีความสวยงาม และยังปลอมแปลงยากอีกด้วย แต่ก็มีปัญหาตามมาอีกเพราะไม่สามารถแบ่งทองคำให้มีราคาเท่ากับสินค้าได้ จนมีผู้คิดระบบตั๋วทองคำขึ้นมาโดยเอาทองคำไปฝากไว้กับคนที่เชื่อถือ แล้วจะได้รับเอกสารที่สามารถนำไปแลกกลับเป็นทองคำได้ ซึ่งระบบนี้ก็ยังเป็นต้นแบบของระบบธนบัตรที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน

Read more

วิกฤตการณ์ทางการเงิน 1930

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศได้ประสบปัญหากับระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเริ่มล้มเหลวจากประเทศในแถบยุโรป ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามและการแข่งขันทางการค้าโดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นได้ก้าวมาเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก จนยุโรปสูญเสียฐานะในการเป็นผู้นำทางการค้าโลกในตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมา จนถึงในช่วงปี ค.ศ. 1925 หลาย ๆ ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันสร้างผลิตภัณฑ์จนเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหมู่สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าการเกษตร อย่างรวดเร็วแต่ เพราะว่าสินค้าเหล่านั้นมีจำนวนมากเกินไปจนไม่มีผู้ซื้อทำให้เศรษฐกิจของโลกเริ่มหยุดชะงักลงนับตั้งแต่นั้น เพราะหลาย ๆ ประเทศก็ไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งในช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาเองก็เปรียบเสมือนกับศูนย์กลางทางการค้าของโลก มีกำลังในการผลิตโลหะในโลกมากถึง 50% สภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองได้เป็นมาเรื่อย ๆ จนถึง ค.ศ.1928 จะมีสัญญาณชี้ชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะล่มสลาย และในช่วงนี้นักลงทุนหันไปลงทุนในรูปแบบตราสารทุนหรือพันบัตรมากกว่าการลงทุนในภาคการผลิต ด้วยในช่วงนี้หลาย ๆ ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรฐานทองคำในการอ้างอิงค่าเงินของตนเองเป็นหลัก เมื่อมีการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศมากเกินไป ทางประเทศสหรัฐอเมริกา จึงออกมาประกาศยกเลิกการใช้มาตรฐานทองคำในประเทศของตนเองเพื่อพิมพ์ธนบัตรกระดาษออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของตน และหลังจากนั้นไม่นาน ประเทศอังกฤษก็ได้ประกาศออกจากระบบมาตรฐานทองคำตามสหรัฐอเมริกาเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์เงิน 1930 ที่เป็นเหตุมาจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

Read more

QE (Quantitative Easing)

QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นกระบวนการทางการเงินอย่างหนึ่งที่ประเทศมหาอํานาจนิยมใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตมนุษย์เราผูกมูลค่าของธนบัตรหรือเงินกระดาษที่เราถือกับทองคำ ถ้าประเทศไหนต้องการพิมพ์ธนบัตรออกมาเท่าไหร่ก็จะต้องมีทองคำสำรองไว้ในธนาคารมากเท่านั้น แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 1 แต่เดิมหลายประเทศพันธมิตรได้ฝากเงินไว้กับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก แต่แล้วทางสหรัฐอเมริกากลับไม่มีทองสำรองไว้ในคลังมากพอเท่ากับปริมาณธนบัตรสกุลดอลลาร์ที่อเมริกาพิมพ์ออกมา จากนั้นไม่นานอเมริกาได้ออกมาประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการบริหารทางการเงินของรัฐไปเลยทีเดียว หรือจะสรุปมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณแบบสั้น ๆ ก็คือการพิมพ์ธนบัตรกระดาษที่ไม่มีทรัพย์สินค้ำประกันแต่ใช้เครดิตของรัฐบาลตัวค้ำประกันแทนก็ได้ รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกามียอดหนี้สาธารณะสูงในระดับ เกือบพันล้านล้านบาท ซึ่งเป็นยอดหนี้สาธารณะในระดับประเทศที่สูงมากที่สุดในโลกแต่สภาพคล่องทางการเงินของอเมริกายังดำเนินไปได้เพราะมีการนำเงินดอลล่าไปผูกค่าไว้กับน้ำมันหรือทรัพย์สินอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากซึ่งนโยบายทางการเงินรูปแบบนี้จะมองว่าสหรัฐอเมริกาบริหารทางการเงินแบบไม่ยุติธรรมก็ได้ แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องด้วยสกุลเงินดอลลาร์ถูกใช้อยู่เป็นจำนวนมากจึงยากที่จะปรับเปลี่ยนระบบนี้และถ้าหากประเทศอื่นที่มีสภาพคล่องไม่ดีนักแต่หันมาใช้มาตรการผ่อนคลายปริมาตรก็จะกลายเป็นเหมือนประเทศเวเนซุเอลาที่เกิดการล่มสลายทางการเงินในปีที่ผ่านมา

Read more

ระบบสกุลเงิน

ระบบสกุลเงินเป็นเรื่องสำคัญมากที่ช่วยให้การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี ถ้าเอาเงินสกุลบาทของไทยไปซื้อสินค้าบริการในประเทศ ก็คงไม่มีคนที่ยอมรับเงินของคุณแน่ถ้าคน ๆ นั้นไม่รู้จักธนบัตรของไทย แต่ถึงแม้นเขาจะรู้จักสกุลเงินบาทแต่ก็ยังมีปัญหาตอนที่เขาจะเอาเงินสกุลบาทไปใช้ต่ออีก ฉนั้นการที่จะค้าขายกับต่างประเทศได้นั้นจะต้องใช้สิ่งที่ทุกคนเชื่อถือ อาจจะใช้เป็นทองคำ เพรช ไข่มุก ถึงแม้จะทำได้จริง แต่ใช้สิ่งเหล่านี้แทนเงินในชีวิตจริงก็คงทำได้ยาก ดังนั้นจึงต้องทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินก่อน ระบบนี้มีชื่อแบบไทยว่า “การปริวัตรเงินตรา” ซึ่งระบบการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเข้ามาช่วยจัดการปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้การค้าในระบบมาโครเดินเนินต่อไปได้ การแลกเงินเป็นสกุลเงินอื่น ๆ นั้นทำได้ง่ายมากในปัจจุบัน จะแลกเป็นตัวธนบัตรโดยตรงผ่างทางธนาคารและตัวแทนค้าเงินต่าง ๆ หรือจะแลกผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็ได้โดยให้ธนาคารบันทึกเงินเก็บของเราเป็นสกุลเงินต่างประเทศก็ได้ แต่เงินของแต่ละประเทศมีราคาไม่เท่ากัน ซึ่งหลายคนคงสังเกตเห็นข่าวเกี่ยวกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งค่าเงินจะแข็งหรืออ่อนนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ส่วนมากจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบรัฐบาล การทหาร มูลค่าการลงทุนในประเทศ ปริมาณทองคำสำรอง การเก็งกำไรของนักลงทุน ตลอดถึงนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางในประเทศ

Read more

วิกฤตต้มยํากุ้ง

หลายคนที่ผ่านการใช้ชีวิตในช่วง พ.ศ. 2540 มา ก็ต้องเคยผ่านมรสุมทางการเงินอย่างวิกฤตต้มยํากุ้ง (วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 : 1997 Asian financial crisis) ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบออกไปในหลายประเทศ แต่เราจะพูดถึงผลกระทบในส่วนของประเทศไทยว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร วิกฤตต้มยํากุ้งในประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการบริหารของรัฐบาลผิดพลาดโดยมีนโยบายทางการเงินบาทแบบลอยตัว โดยปกติแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่าง ๆ จะผ่อนไปตามความมันคงของประเทศนั้น ๆ แต่ว่าในส่วนของประเทศไทยช่วงวิกฤตต้มยํากุ้ง ทางรัฐบาลได้ละการอิงสกุลเงินดอลลาร์กับสกุลเงินบาทไทยออกโดยรัฐบาลจะเป็นผู้แบกรับค่าเงินที่ ผันผวนเองซึ่งตรงนี้ทำให้หลาย ๆ คนมองเห็นช่องโหว่ทั้งการเงินและสามารถทำกำไรได้ ด้วยการโยกย้ายเงินเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินบาทไทยและสกุลเงินต่างประเทศ จนทำให้มูลค่าของสกุลเงินบาทต่อสกุลเงินอื่น ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปมากในระดับที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 50 บาท ซึ่งในช่วงแรก ๆ ทางรัฐบาลของไทยก็ยังพยายามพยุงค่าเงินให้ระดับคงที่ประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อ 25 บาท แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถแบกรับส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนนี้ได้ไหวทำให้ระบบทางการเงินของไทยพังตั้งแต่ช่วงโครงสร้างด้านบนลงมา ลองคิดดูว่าถ้าหากวันนี้ติดหนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ 1 ดอลลาร์ เหรือ 25 บาท แต่วันพรุ่งนี้นี่ที่ติดอยู่กับสหรัฐอเมริกาดันกลายเป็น 50 บาทเพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป และจุดนี้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงิน

Read more

ถอดบทเรียนปัญหาค่าเงินอ่อนและเงินเฟ้อจากเวเนซุเอลา

ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเริ่มเป็นที่สนใจมาตั้งแต่กลางปี 2561 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยหลายภาคส่วน แต่ก็ยังไม่ได้รับการดำเนินการแก้ไข้อย่างเห็นได้ชัดทั้งในภาครัฐและเอกชน ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าประชากรจำนวนมากในโลกที่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรฐศาสตร์มหภาคจึงมองเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งความจริงแล้วการแข็งหรืออ่อนค่าของเงินนั้นถือเป็นดัชนีชี้วัดความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างในช่วงปีที่ผ่านมาก็มีข่าวการล่มสลายของสุกลเงินเวเนซุเอลาซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลเองที่มีต้นเหตุมาจากการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากเกินไป แล้วแก้ปัญหาโดยการทำ QE ในประเทศแบบไม่มีการวางแผนที่ดีจนทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปในระดับล้านเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบเศรฐกิจเกิดสภาพคล่องแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมีการเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเท่านั้นถึงจะดี ลองคิดดูว่าวันนี้มีเงินอยู่ 1 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อรถยนต์ดี ๆ ได้ถึง 2 คัน แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปในระดับล้านเปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้เงิน 1 ล้านบาท จะเหลือมูลค่าเพียง 1 บาทเท่านั้น แน่นอนว่าซื้อข้าวราดแกงซักชามยังไม่ได้เลย ถึงแม้จะนำเงินที่มีอยู่ไปแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศก็ไม่มีใครยอมรับอีกเพราะเงินเฟ้อระดับล้านเปอร์เซ็นต์นั้นก็จะส่งผลต่อการอ่อนค่าของสกุลเงินระดับเปอร์เซ็นต์เช่นกัน

Read more